4 อย่างที่ต้องเรียนรู้บนเส้นทาง Stock photo

กราบสวัสดีช่างภาพทุกท่าน ทั้งสายสต้อก หรือสายใดๆก็ตาม ^^

บทความของวันแรกที่นำมาเล่าสู่กันฟัง จะขอปัดฝุ่นเอาบทความที่ดีที่สุดบทความหนึ่งที่ผมเคยเขียนเอาไว้หลายปีที่แล้ว มาปรับปรุงแก้ไขใหม่ให้ทันกับยุคกับสมัย หลายคนเคยอ่านผ่านตามาแล้ว ถือว่าทบทวนกันใหม่ก็แล้วกันนะครับ

4 อย่างที่ต้องเรียนรู้บนเส้นทาง Stock photo

  1. ทำยังไงให้สอบผ่าน
  2. ทำยังไงให้ภาพผ่าน
  3. ทำยังไงให้ขายได้
  4. ทำยังไงให้ขายดี

อาจจะฟังดูเหมือนไม่เห็นมีอะไร แต่อยากให้ลองเปิดใจค่อยๆอ่านดู เพราะแต่ละหัวข้อเป็นหลักกิโลที่จะทำให้เกิดความเข้าใจ และสามารถให้พัฒนาตัวเองไปได้เรื่อยๆ

หมายเหตุ** เนื้อหาที่กำลังจะกล่าวถึง จะไม่มีเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพ ไม่มีเรื่องมุมกล้อง ไม่มีวิธีการทำงาน แต่เป็นแนวคิดที่จะเป็นรากฐานเพื่อให้ทุกคนสามารถเอาไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาตัวเองและงานตัวเองได้ และเนื่องจากผมเติบโตมาจากสาย photo เป็นหลัก เนื้อหาที่จะอ้างอิงก็จะกล่าวถึงงาน photo เป็นหลักนะครับ

  1. ทำยังไงให้สอบผ่าน

การส่งภาพสอบเป็นสิ่งที่ฟังดูแล้วน่ากลัว แต่ขอแนะนำให้ปรับแนวคิดใหม่ ว่าเราแค่ส่งภาพไปให้เค้าดูว่าดีพอจะวางขายมั้ย และแม้จะไม่ผ่าน ทางเวบก็ไม่ได้มีการตัดสิทธิ์ หรือกำหนดจำนวนครั้งว่าจะสอบได้กี่ครั้ง ส่งไม่ผ่านก็แค่ส่งใหม่

สำหรับที่ Shutterstock นั้นต้องการภาพให้ผ่านเพียง 1 ภาพเท่านั้น ซึ่งถือได้ว่าง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย ถ้าเป็นแต่ก่อนต้องผ่าน 7 ใน 10 ภาพและมาตรฐานการตรวจภาพก็ถือได้ว่าโหดกว่าช่วงหลังๆมาก ทำให้การหาภาพมาส่งสอบแต่ก่อนต้องเลือกแล้วเลือกอีก แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นปัญหาอะไรมากไปกว่าตัวคนส่งจะตัดสินใจส่งได้เมื่อไหร่

ผมจะไม่ลงรายละเอียดอะไรมากสำหรับการสอบ เพราะตามที่เล่าให้ฟังว่า shutterstock ต้องการให้มีภาพผ่านเพียง 1 ภาพนั้น มันทำให้ง่ายเสียจนไม่รู้จะเอาอะไรมาพูด แต่จำเป็นต้องนำมาพูดถึง เพราะเป็นขั้นตอนแรกที่คนเริ่มต้นติดปัญหากันเป็นจำนวนมาก

หลายคนให้เหตุผลว่า อยากให้ทีเดียวผ่าน เลยกะว่าจะรอมีภาพดีๆไปเลย คนกลุ่มนี้ 99% จะรอแล้วรอเล่า ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ สองสัปดาห์ เดือนนึง สามเดือน จนสุดท้ายไม่ได้ส่งสอบเลยและหายไปในที่สุด

สำหรับเวบอื่นๆ ก็มีอีกหลายเวบที่น่าสนใจ คือ Istock photo, Adobestock, 123rf, Dreamstime และมีเพียง Istockphoto เพียงเจ้าเดียวที่ต้องมีการสอบ ส่วน Adobestock, 123rf, Dreamstime นั้นสามารถส่งภาพไปให้เค้าตรวจและวางขายได้เลยโดยไม่ต้องมีการสอบ แต่ยอดขายยังคงห่างกับ Shutterstock พอสมควร ในบทความนี้เราจึงจะเน้นไปที่ Shutterstock ก่อนเป็นเจ้าแรก

  1. ทำยังไงให้ภาพผ่าน ?

หลายคนอาจจะสงสัย ว่ามันต่างจากการสอบยังไง ? หลังจากสอบผ่านแล้ว การส่งภาพช่วงแรกๆนั้น ยังเป็นการส่งไปแล้วลุ้นจนตัวโก่งทุกครั้ง นั่นคือตัวชี้ให้เห็นว่า เรายังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาพ stock อยู่มาก

สิ่งแรกที่ผมมักจะแนะนำคนที่เพิ่งสอบผ่าน คือคัดภาพที่เราเคยถ่ายมาทั้งหมด ส่งไปให้เค้าตรวจ เพื่อเป็นการเชคนิสัยการถ่ายภาพของเรา ตัวผมเองก็ทำแบบนี้ และผลคือภาพตกกว่า 90%

สะท้อนให้เห็น ว่าถ้าเรายังถ่ายภาพด้วยนิสัยเดิมๆ ผลออกมาก็คงไม่ต่างกัน

ช่วงนี้เราจะได้เรียนรู้ถึงงานคุณภาพ “ผ่านขั้นต่ำสำหรับงาน stock” นั่นคือ เราต้องรู้ว่าจะควบคุมคุณภาพการถ่ายยังไง ปรับภาพยังไงให้มีความพอดี รู้เงื่อนไข มองภาพออกวิเคราะห์เป็น ว่ามีช่องโหว่ มีจุดด้อยตรงไหนที่จะทำให้ภาพไม่ผ่าน

ขั้นตอนนี้จะเปลี่ยนนิสัยการถ่ายภาพของบางคนไปโดยสิ้นเชิง จากที่เคยถ่ายด้วย f 1.8 iso 800-1600 บ่อยๆ จะเริ่มรู้ละว่าหลายๆครั้งคุณภาพมันไม่ถึงขั้นต่ำที่ทาง agency ต้องการ

สิ่งที่ควรทำ ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงเรียกว่าต้องทำเลย คือการศึกษาพื้นฐานการถ่ายภาพ ตั้งแต่รู้จักอุปกรณ์ของตัวเอง ทั้งกล้อง เลนส์ อุปกรณ์เสริมต่างๆ แฟลช ขาตั้ง เรียนรู้เรื่องแสง การจัดองค์ประกอบ เรื่องสี การควบคุมกล้อง การใช้ setting ในการถ่าย ฯลฯ

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการ ฝึกฝนและเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะ การใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการควบคุมคุณภาพ เพราะภาพถ่ายที่ดีภาพหนึ่ง ประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญหลายอย่าง ถ้าเราละเลยรายละเอียดบางอย่างไป ก็จะเป็นการลดทอนคุณภาพงานลงไปตามส่วน

การที่ส่งภาพไปแล้วภาพผ่านจำนวนมากขึ้น นั่นคือสัญญาณที่ดี ทักษะการควบคุมคุณภาพนี้เป็นทักษะเฉพาะตัวที่เราต้องสร้างเองจากการทำงาน และแต่ละคนก็ต้องใช้เวลาและความสามารถ มากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับพื้นฐานเดิมที่เรามีว่าใกล้เคียงกับงาน stock แค่ไหน

ยิ่งเราทำมาก เราก็จะเรียนรู้มาก พอเราเรียนรู้มาก รู้มากขึ้น เข้าใจตลาดมากขึ้นเราก็จะพัฒนามากตาม จนถึงจุดที่ส่งอะไรไปก็ผ่าน เพราะถ่ายและทำมาจนมีพื้นฐานแล้วว่าภาพแบบไหนผ่านยาก ผ่านง่าย และต้องทำยังไง

  1. ทำยังไงให้ภาพขายได้ ?

การจะมาคำนึงถึงยอดขายของภาพได้อย่างจริงๆจังๆ จำเป็นจำต้องมีความรู้ความเข้าใจว่า ทำยังไงให้ภาพผ่าน เพราะพูดถึงการขาย มันจะเป็นคนละเรื่องกันกับภาพผ่านกันเลย ภาพที่ผ่านไม่ได้แปลว่าจะขายได้ เพราะมันดูกันคนละเรื่อง คนละมุม

การตรวจภาพ หรือภาพจะผ่านไม่ผ่าน อยู่ที่ว่าเราถ่ายภาพได้ดีแค่ไหน คมชัดมั้ย ส่วนที่ควรชัดมันชัดมั้ย ส่วนที่ควรชัดดันเบลอรึเปล่า วางองค์ประกอบมีความเหมาะสมมั้ย ค่าแสงของภาพมีความเหมาะสมรึเปล่า ฯลฯ เหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่ใช้ตัดสินว่าภาพจะผ่านไม่ผ่าน แต่ไม่มีอะไรบอก ว่าจะขายได้หรือไม่ได้

ถ้างั้นแล้ว อะไรล่ะที่จะเป็นตัวบอก ว่าภาพจะขายได้หรือไม่ได้ ?

หลังจากที่ผมส่งภาพไปได้ราวๆ 1000 ใบ ผมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ว่างานที่ขายดีของเรา สิ่งที่โดดเด่นของภาพคือ “เนื้อหา” ภาพที่มีเนื้อหาชัดเจน สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา บอกเล่าเรื่องราวได้ดี มีแนวโน้มที่จะขายดี

สิ่งที่ผมลองทำในช่วงนี้ คือวิธีที่ผมเรียกว่า “Build Around” คือการใช้ภาพที่ขายดีอยู่แล้วของเราเป็นแกน แล้วสร้าง port ที่เชื่อมโยงกันกับภาพนั้นขึ้นมา เช่นภาพขายดีของเราเป็นภาพ เข็มฉีดยา ผมอาจจะคิดสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับยาและเข็มฉีดยาขึ้นมา

การ Build Around นั้นง่าย เพราะใช้แหล่งจากภาพของเราที่มันขายได้อยู่แล้วเป็นแกน มันจะส่งให้ภาพที่ขายดีอยู่แล้ว ดียิ่งขึ้น และภาพที่ขายดีนั้นจะทำให้ลูกค้าซื้อภาพอื่นที่เรา Build Around มันไปด้วย ข้อควรระวังคืออย่าสร้างงานที่คล้ายกับงานที่ขายดีนั้นมากเกินไปจนเป็นการแย่งตลาดกันเอง วิธีนี้มีข้อดีมากๆ ข้อหนึ่งนั่นคือถ้าเราสร้างงานในกลุ่มเดียวกันจากการ Build Around ได้ดีมากพอ มันจะเป็นฐานรายได้ให้เราได้นานจากการมีภาพ Set ที่ส่งเสริมกันและกัน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอย่างต่ำ 3-6 เดือนในการค่อยๆทยอยสร้างแล้วให้ภาพกลุ่มที่ Build Around ขึ้นอันดับไปด้วยกันหลายๆใบ

อีกวิธีการหนึ่งที่ง่ายสำหรับการทำให้ภาพขายได้ขึ้นมา คือ “ใส่ Acting ของคนเข้าไปด้วย”

ขอให้จำไว้อย่างหนึ่งครับว่า “ธุรกิจบนโลกนี้ เกี่ยวกับคนทั้งสิ้น” ไม่มีธุรกิจไหนบนโลกนี้ที่ไม่เกี่ยวกับคน นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมภาพขายดีจำนวนมากเนื้อหาจะมี “คน” เป็นองค์ประกอบ

และเมื่อภาพนั้นมีคนเป็นองค์ประกอบ ภาพนั้นมี “เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคน” เกิดขึ้น

ภาพจดหมายเปล่าๆ อาจจะเป็นภาพติด top ขายดีเพราะมันนำไปใช้งานง่าย ลองคิดว่าเราส่งภาพจดหมายเปล่าๆไป ขณะที่คนทั้งโลกก็ส่งเหมือนๆกัน คงขายไม่ได้ง่ายนัก แต่ถ้าเราเพิ่มเป็นจดหมายที่มีมือคนจับยื่นออกมา เพิ่มเนื้อหาให้ภาพเข้าไป เป็นการสร้างความต่างและทำให้งานขายได้ง่ายขึ้น

นี่เป็นเพียงบางไอเดียในการสร้างงาน ซึ่งไอเดียในการสร้างงานมีมากมาย และบทความที่แนะนำการต่อยอดไอเดียเยอะแยะจนอ่านไม่ไหว

การรู้วิธีที่ทำให้งานมีความหลากหลายขึ้น นอกจากถ่ายมาตรงๆ ทื่อๆ คือทักษะที่จะได้จากการเรียนรู้ที่จะหาทางทำให้ภาพธรรมดาๆที่ขายไม่ได้ ขายได้ขึ้นมา การสร้างเนื้อหาให้ภาพ การพัฒนามุมมองการถ่ายให้ดีขึ้น สวยขึ้น ควบคุมคุณภาพแสง ทิศทางที่ส่งเสริมให้ภาพดูดี ฯลฯ

เราจะเริ่มแยกแยะว่าภาพจากเนื้อหา ว่าสิ่งที่กำลังจะถ่ายเนี่ย มันจะขายได้มั้ย จากเดิมที่เจออะไรก็ถ่ายส่งไปหมด เริ่มได้เรียนรู้ ว่าทำยังไงมันจะขายได้ อะไรขายไม่ได้ จะสร้างเนื้อหา หรือเรื่องราวให้ภาพได้ยังไง ทำให้เราเริ่มวางแผนการทำงานว่าจะหาถ่ายอะไรเพิ่มเพื่อส่งเสริมงานให้ดีขึ้น โฟกัสถูกเรื่องถูกจุด และไม่ไปเสียเวลาถ่ายอะไรที่ขายไม่ได้

  1. ทำยังไงให้ภาพขายดี ?

มาถึงหัวข้อสุดท้าย ที่เป็นกำแพงที่ยากที่สุด หนาที่สุด และต้องใช้ความพยายามมากที่สุดเช่นกัน และเป็นจุดที่ทุกคนอยากจะไปถึง แต่เผลอๆ ทุกคนก็รู้อยู่แล้วด้วยว่าต้องยังไง

คนที่ทำมาซักระยะจะเคยทำอย่างหนึ่งเหมือนๆกัน คือการไปดูภาพ popular ว่ามีงานของเราขึ้นไปบ้างมั้ย และที่มีอยู่แล้วน่ะ มีอะไรบ้าง

การไปดูงานคนอื่นที่ขายดีแล้วทำตาม ไม่ใช่แนวทางการทำงานที่ดีนัก แต่ผมสนับสนุนให้เข้าไปดู “เพื่อศึกษา” แล้วสร้างความแตกต่าง เพราะการสร้างงานโดยการเลียนแบบคนอื่นนั้น มันขายได้ แต่เราจะไม่มีวันมีงานที่ขายดีจริงๆขึ้นมาได้เลย เราจะทำได้เพียงเดินตามหลังคนอื่น และทำให้งานเค้าขายดีขึ้นเท่านั้น

เราจะต้องทำการบ้านอย่างหนัก เรียนรู้ว่าการทำงาน สร้างงานอย่าง professional เค้าทำกันยังไง

ถ้าจะถ่ายอาหาร ต้องศึกษาวิธีทำยังไงให้อาหารใหม่ สด สวย ความรู้จาก food stylist จำเป็นมาก โต๊ะอาหารจัดยังไง จานชามช้อนส้อม ควรเป็นยังไง ผ้าปูลายเข้ากันมั้ย อาหารไทย ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น ทุกองค์ประกอบสำคัญหมด แสง สี อารมณ์ภาพแบบไหนที่เกื้อกูลให้ภาพโดดเด่น เลิกเถอะ เรื่องซื้อข้าวเย็นเป็นส้มตำข้าวเหนียวไก่ย่างมาวางๆด้วยถ้วยง่ายๆในครัว

ถ้าจะถ่าย theme ครูสอนพิเศษนักเรียน เนื้อหาคือสอนวิชาอะไร สอนภาษาอังกฤษครูก็ควรเป็นฝรั่งหรือลูกครึ่ง ชายหรือหญิง การแต่งกาย เสื้อผ้า หน้าผม ทางการหรือลำลอง แต่งหน้ายังไง ต้องจ้างแบบมั้ย กี่คน จ้างช่างแต่งหน้ามั้ย เช่าชุดมั้ย สถานที่ล่ะ เช่าสตูฯ หรือหาออฟฟิศเช่าถ่าย ถ่ายเวลาไหน แสงธรรมชาติหรือจัดแสง จ้างมาแล้ว ลงทุนมาแล้ว ถ่ายมาต้องดีพอที่จะทำเงินให้คุ้มทุน คุมคุณภาพการถ่ายได้มั้ย แก้ปัญหาหน้างานที่มีเวลาจำกัดได้รึเปล่า ต้องได้กี่ช้อต ได้มีส่งงานกี่ภาพ ฯลฯ

ถ้าเป็นสายรีทัช เนื้อหาต้องโดน การสื่อสารต้องชัดเจน งานต้องสวย เอาไปใช้ง่ายมีความยืดหยุ่น ภาพมีพลัง ศึกษาเรื่อง perspective และสี resource ต้องถ่ายมาสวยมีคุณภาพดี ไม่ควรงกกับการลงทุนเพื่อหาความรู้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือคอร์สต่างๆ เพราะมันคือทางลัดที่ช่วยให้เราสร้างงานเป็นในเวลาอันสั้น

นี่แค่ตัวอย่างคร่าวๆ ฟังดูแล้ว มันยากเนอะ ยุ่งเนอะ ใช่ครับ เพราะมันยากนี่แหละ คนที่พยายามทำจนได้ถึงได้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะงานยาก คนส่วนใหญ่จะไม่ทำและวิ่งหาทำแต่งานง่ายๆ และทำกันเยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งๆที่ความต้องการของงานง่ายๆ มันน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่ส่งไปขายที่มากจนล้นตลาด

ทุกๆขั้นตอนของความยุ่งยาก ทุกๆขั้นตอนที่เราสร้างความแตกต่างลงไปในเนื้องาน คือการกรองคู่แข่งเราให้น้อยลงไปเรื่อยๆ ยิ่งงานยาก คู่แข่งยิ่งน้อย และยิ่งขายดี

คนจำนวนมากมาไม่ถึงจุดนี้ และย่ำอยู่แต่กับการถ่ายงานง่ายๆส่งไปเรื่อยๆแล้วหวังว่ามันจะฟลุ้คติด pop ขอบอกว่า “หมดยุคของงานง่ายแล้วครับ” ตอนนี้คนทั้งโลกรู้จักงาน stock และคนทำหน้าใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน นั่นหมายถึงตัวหารเพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าเรายังย่ำอยู่กับการทำงานง่ายๆส่งต่อไป ย่อมไปไม่ถึงไหนกับโลกที่หมุนเร็วขึ้นตลอดเวลา

หลายคนคิดว่า การจะทำได้นั้นต้องเก่ง ต้องมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัว คนรอบตัวผมหลายคนบอกว่าผมมีความสามารถพิเศษไม่เหมือนใครถึงทำได้ขนาดนี้

ผมขอบอกว่า ไม่จริง

ผมเองก็เคยผ่านจุดที่สอบไม่ผ่านหลายๆครั้งมาแล้ว

1,000 ภาพแรกของผม เป็นขยะซะกว่า 95% ทุกวันนี้มีเหลือแค่ไม่ถึง 5% ที่ยังพอขายได้อยู่บ้าง ผมเริ่ม Build Around งาน 5% ที่ว่านี้อยู่เกือบปี และฉีกออกมาถ่าย และทำงานยากๆโดยไปแข่งกับพวกที่ขายดีตามหมวด ลองผิดลองถูก จนมาเจอแนวทางที่ไปได้ดี

ผมมาเจอว่าสิ่งที่ทำให้คนที่ทำได้ดีต่างจากคนอื่นคือ “เราสนใจอะไร”

ถ้าเราเปิดไปดูงานคนอื่นที่เก่งๆ แล้วคิดว่า “แม่งเก่งว่ะ ไม่มีปัญญาสู้” เราก็จะไม่มีปัญญาไปสู้เค้าจริงๆ เพราะไม่ทันทำอะไรก็ยอมแพ้แล้ว แต่ถ้าเราคิดกลับกันว่า “เค้าทำยังไงงานถึงออกมาเป็นแบบนี้นะ” ทิศทางความคิดเราจะเปลี่ยนไป เราจะเริ่มค้นหาเรียนรู้ว่าทำยังไงให้ได้งานที่ “ใกล้เคียงกัน” ออกมา และหาทางพัฒนามันจนไปสู้เค้าได้

กำแพงที่ข้ามได้ยากที่สุดคือกำแพงที่ชื่อว่า “ตัวเราเอง” ครับ

เขียนโดย : วศิน ลีนานุรักษ์

Facebook Comments
Share Button