4 เหตุผลที่ทำให้ขายภาพได้ยากขึ้น

ถ้าสมมุติว่ามีเวทีนึงเป็นพื้นที่สำหรับการแสดงความคิดเห็น ถกกัน ระดมสมองกันพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสต็อกโฟโต้ มันคงมีหัวข้อให้ได้พูดคุยกันมากมาย ในความแตกต่างของระดับรายได้และอายุงานสต็อกโฟโต้ของแต่ละกลุ่มคนของสต็อกเกอร์

 

แต่ผมมีหัวข้อนึง ที่ฟันธงได้เลยต้องหยิบยกมาสอบถาม พูดคุยและวิเคราะห์กันแน่นอน สิ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือเรื่อง “ทำไมปัจจุบันขายภาพได้ยากขึ้น หรือทำไมรายได้ไม่กระเตื้องขึ้น”

 

ติดเรื่องนี้ไว้หลายบทความก่อนหน้า และในเมื่อเวทีสมมุตินั้นยังไม่มีจริง ดังนั้นในวันนี้ผมขอพื้นที่เวที pixstockphoto แสดงความคิดเห็นส่วนตัวเองนำร่องก่อนละกัน สำหรับความคิดเห็นของลูกเพจคือช่องคอมเมนต์ที่เปิดรับให้แสดงทรรศนะกันได้เต็มที่ ภายใต้เงื่อนไขง่ายๆ จะต้องเป็นประโยชน์หรือเป็นไปในทางสร้างสรรค์เท่านั้น

 

บทความที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาตอนนี้ ==> https://goo.gl/bwX59e

4 เหตุผลที่ทำให้ขายภาพได้ยากขึ้น

ข้อแรก 1 : ย้อนไปเมื่อ 4-5 ปีก่อนในสมัยที่ผมเพิ่งรู้จักสต็อกโฟโต้ และเริ่มได้ลงสนามณ. วันนั้น กับวันนี้สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคือ แหล่งข้อมูลความรู้ในวันนี้มีมากมายมหาศาล และเป็นข้อมูลที่มีทั้งรูปแบบการแบ่งปัน การแชร์แบบไม่แสวงหาผลกำไร หรือเป็นลักษณะการให้ความรู้จากการขายคอร์ส ทำให้ความรู้ทั้งทฤษฎีที่ฟังๆ กันมาและเล่าต่อ หรือประสบการณ์ตรงที่ประสบความสำเร็จจากวิทยากร เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ Contributor ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าแต่เพิ่งเก๋า มีความรู้ ความเข้าใจมากขึ้น ส่งผลให้ทำงานที่มีคุณภาพส่งเข้าไปในตลาดและแย่งส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่นจากเค้กก้อนเดิม ทำให้รายได้ของหลายๆ คนกระจายออกเป็นวงกว้าง สำหรับชิ้นงานง่ายๆ ถึงระดับปานกลาง จึงส่งผลตามมาให้เห็นว่ารายได้ของหลายคนคงที่ หรือตกลง ทั้งที่ยังส่งงานอยู่อย่างสม่ำเสมอเหมือนเดิมแท้ ๆ

 

จากเหตุผลในข้อแรกสามารถแตกย่อยลงลึกในรายละเอียดได้ในข้อถัดๆไป ดังนี้

ข้อสอง 2 : เทคนิคต่างๆ ในการทำงานและการส่งภาพ ได้ถูกกระจายออกเป็นวงกว้างเช่นเดียวกัน ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพชัดที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องเทคนิคการจองภาพ (ในส่วนรายละเอียด คงไม่กล่าวถึงในบทความนี้ ) อยากให้นึกภาพตามว่าสมมุติเมื่อก่อนมีคนรู้เทคนิคการจองภาพเป็นจำนวน 100 คน หมายความว่าใน 100 คนนี้เป็นผู้ได้เปรียบ Contributor ทั่วโลกที่เหลือ ได้เปรียบในเรื่องของกาลเวลา ได้เปรียบในเรื่องของ Stock photo ID ได้เปรียบในเรื่องของโอกาส โอกาสในการเสนองานให้ลูกค้าได้เห็นชิ้นงานมากกว่า คนขายภาพที่เหลือ
แต่ในปัจจุบันเทคนนิคนี้ ก็ได้แผ่ขยายวงกว้าง ทำให้ข้อได้เปรียบที่คนส่วนน้อยได้อยู่ กลับหมดโอกาสตรงนี้ไป หรือจะเรียกได้ว่าทุกคนเสมอภาคกันก็ว่าได้ รวมถึงระยะเวลาการตรวจงานของ Inspector ก็เร็วขึ้นจากการเพิ่มคนงานเพื่อตอบนโยบายการรับภาพจำนวนมหาศาลเข้าระบบ
เชื่อหรือไม่ว่า ผมเคยแนะนำให้เพื่อนที่ไม่เคยที่ทราบเทคนิคที่ว่านี้ ให้ลองทำและวัดผลดู ไม่เกิน 1-2 เดือนเท่านั้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือยอดรายได้เพิ่มขึ้นมาระดับนึงละ ในกรณีของงานคนๆ นั้น มีคุณภาพที่สามารถขายได้อยู่แล้วนะ
ดังนั้นในข้อนี้จึงสรุปได้ว่า ความได้เปรียบทางด้านกาลเวลาของโอกาสการเห็นภาพใหม่ หมดลงไป

 

ข้อสาม 3 : เรื่องพื้นฐานของเกือบทุกธุรกิจที่เมื่อ มีคนเห็นมากขึ้นว่าธุรกิจมันดี ธุรกิจมันไปได้ ก็จะมีนักธุรกิจหน้าใหม่เข้ามาในตลาดเยอะมากขึ้น ธุรกิจสต็อกโฟโต้ก็เช่นกัน ปสิเสธไม่ได้เลยว่า Contributor จำนวนมากที่เพิ่มเติมเข้ามา ก็ตามเข้ามาด้วยกระแส และก็ตามเข้ามาด้วยการทำตามๆ กัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากในโลกของธุกิจ แต่ในส่วนตัวก็มองว่าจำนวนคนที่เข้ามาทำเพิ่ม สมมุติว่า 100% ก็คงเหลือรอดที่ทำจริงๆ ไม่เกิน 10-20% หรอก
และเจ้า 10-20% นี่แหล่ะ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เข้ามาร่วมวงโซ๊ยเค้กสต็อกโฟโต้ก้อนนี้กัน
สิ่งที่ตามมาก็คือ จำนวนภาพที่เข้ามาในตลาดจาก 5 ปีที่แล้วจนวันนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล นั่นก็เป็นเหตุผลโดยตรงอยู่แล้วที่โอกาสของลูกค้าที่จะเจองานเราลดน้อยลงไป ตามจำนวนภาพที่มากขึ้นเท่านั้นเอง รวมถึงการทำภาพใหม่ของเราให้ Popular ยิ่งยากมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ข้อสี่ 4 : นอกเหนือจากจำนวน Contributor ที่มากขึ้นส่งผลให้จำนวนภาพมากขึ้นตามไปด้วย ที่ได้กล่าวถึงข้อก่อนหน้า สิ่งที่ตามมาและเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ไม่แพ้กันก็คือ คุณภาพของงานที่เข้าระบบใหม่ๆ  ( Filter new ) มีคุณภาพมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งมันเป็นผลพวงจากเหตุผลของทั้ง 3 ข้อเบื้องต้นทั้งหมด เมื่อคุณภาพสูงขึ้น และถ้าเรายังส่งงานคุณภาพเท่าเดิม อะไรจะเกิดขึ้น ก็น่าจะพอมองภาพออกนะ ภาพยอดรายได้จาก app หน้าจอดำๆ มันไม่กระเตื้องยังไงล่ะ 555
สำหรับ 4 เหตุผลที่ผมคิดเอาเองว่าน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่ทำให้เกิดสถานการณ์ “ยอดรายได้ติดกำแพง” หรือ “ยอดรายได้ไม่กระเตื้องขึ้นเลย” และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ “ยอดตก”
ทีนี้คำถามถัดไปหล่ะ เราจะรับมือกับสถานการณ์นี้ที่เกิดขึ้นเป็นปีแล้วอย่างไร หรือวิธีแก้ปัญหาสำคัญนี้หล่ะจะทำอย่างไร
ในสถานการณ์แบบนี้ บางทียังเห็นกลุ่มคนที่เค้าไม่เดือดร้อน หรือไม่ได้รับผลกระทบมาก สามารถขายได้ปกติ หรือมากขึ้นกว่าเดิมก็ยังมี
นั่นแสดงให้เห็นว่ามันยังมีช่องทาง ที่ไปได้ แล้วใครล่ะ
ผมว่าคนที่สามารถอยู่รอดได้ในสถานการณ์นี้นี่แหล่ะ อาจจะเป็น Contributor ตัวจริงที่อาจอยู่ในตลาดนี้ก็เป็นได้นะ เพราะไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน ก็ยังสามารถหาช่องทางเอาตัวรอดได้
สุดท้ายผมไม่มีอะไรฝากเอาไว้ หรือวิธีการเพิ่มรายได้แบบเป็นรูปธรรมได้ จะฝากไว้เพียงว่า เราก็ยังคงต้องทำงานส่งให้สม่ำเสมอ ฝึกฝนและเรียนรู้ พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วก็จะฝ่าฟันสถานการณ์ปกติสุขของโลกธุรกิจ นี้ไปได้เอง
เขียนโดย : ธนาณิตย์ สันติวิริยนนท์
อ่านบทความอื่นๆได้ที่ : www.pixstockphoto.com
#pixstockphoto
Facebook Comments
Share Button