Get better at things you care about.

Get better at things you care about.

 

วันนี้ผมมี Clip มาแบ่งปันจาก Ted talks
Ted talks เป็นหนึ่งในหลายๆแหล่งที่แอดฟัง
เพื่อเสริมสร้างความรู้ การพัฒนาตนเอง แหล่งแรงบันดาลใจ
รวมไปถึงอัพเดทข่าวสารในวงการต่างๆว่าเค้าก้าวกันไปถึงไหนแล้วบ้าง
ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ การแพทย์ การเมือง ฯลฯ

 

https://www.ted.com/talks/eduardo_briceno_how_to_get_better_at_the_things_you_care_about

 

ในคลิบ พูดถึงการใช้ชีวิตของเรา ว่าเราทุกคนมักทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานครอบครัว การเรียน ฯลฯ
แต่ถ้าเราสังเกต หลายๆครั้งเราจะพบว่า ในเวลาที่ผ่านไป สิ่งที่เราทำ บางทีมันไม่ได้พัฒนาขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปด้วย
เพราะเรามักคิดว่า ยิ่งทำมาก ก็จะเชี่ยวชาญ และคุ้นเคย ก็น่าที่จะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่ถ้ามันไม่ได้ดีขึ้นตามที่เราคิดล่ะ ?

 

ในการทำสต็อกหลายคนคงจะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
คือทำงานส่งไปเท่าไหร่ ยอดก็ไม่โตอย่างที่เราคิดว่าควรจะเป็น

 

คนที่ประสบความสำเร็จ จะมีสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำตามได้
นั่นคือแบ่งชีวิตออกเป็นสองส่วน : ส่วนของการเรียนรู้ และส่วนของการสร้างผลงาน

 

ส่วนของการเรียนรู้มีวัตถุประสงค์คือเพื่อการเรียนรู้ พัฒนา และเติบโต
เราจะทำสิ่งต่างๆ เพื่อฝึกฝน และพัฒนาสิ่งที่เรายังไม่บรรลุ
เราคาดหวังว่าจะเจอความผิดพลาด เพื่อเรียนรู้จากมัน
ซึ่งจะต่างกันคนละขั้ว กับส่วนของการสร้างผลงาน
ที่มีเป้าหมายคือทำออกมาให้ดีที่สุด มีความผิดพลาดน้อยที่สุด

 

สองส่วนนี้จะอยู่ในชีวิตเราเสมอ และควรมองให้ออกและแยกให้ชัด
ว่าเวลาไหนคือเวลาแห่งการเรียนรู้ และเวลาไหนคือเวลาสร้างผลงาน

 

 

สาเหตุที่เราไม่เติบโตเท่าที่ควร เพราะเรามักมีแนวโน้มที่จะทุ่มเวลาทั้งหมด
หรือส่วนมากให้กับการสร้างผลงาน ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะขัดขวางการเรียนรู้และเติบโต

 

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าศึกษา คือ Demosthenes นักว่าความในศาล (น่าจะคล้ายๆทนาย) ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในสมัยกรีก
สิ่งที่เค้าทำเพื่อเป็นนักว่าความที่เก่งกาจ ไม่ใช่การฝึกว่าความในศาล แต่คือกิจกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาความสามารถที่จำเป็น
แน่นอนว่าเค้าเรียนกฏหมายและปรัชญามา แต่เค้ารู้ว่าความสามารถที่สำคัญ
คือความสามารถในการโน้มน้าวผู้คน เค้าเรียนรู้การพูดและการแสดงออกต่อหน้าผู้คน
เค้ามีนิสัยส่วนตัวที่ทำให้บุคลิกภาพเขาไม่ดีคือการชอบยักไหล่ เค้าจึงฝึกพูดหน้ากระจก
โดยห้อยดาบลงมาจากเพดานเพื่อที่เวลาเค้ายักไหลจะโดนดาบทิ่ม

 

เค้าเป็นคนพูดเสียงสั่น เค้าจึงฝึกพูดให้สามารถได้ยินเสียงชัดด้วยการอมก้อนหินไว้ในปาก
เค้ายังสร้างห้องใต้ดินเพื่อไม่ต้องถูกรบกวน และไม่กวนผู้อื่น
และในการว่าความในศาลมักเต็มไปด้วยผู้คนและเสียงเซ็งแซ่ เค้าจึงไปหัดพูดที่ริมหาดเพื่อฝึกสู้เสียงคลื่นทะเล

 

จะเห็นว่าสิ่งที่เค้าเรียนรู้ฝึกฝนต่างๆ ล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นเพื่อการเป็นนักว่าความที่ประสบความสำเร็จ
ซึ่งสิ่งที่เค้าทำในส่วนของการเรียนรู้ จะเป็นคนละเรื่องกับเวลาว่าความ นั่นคือการผ่า comfort zone
หัดและฝึกฝนทำในสิ่งที่เราขาดความเชี่ยวชาญ ท้าทายตนเองให้ทำสิ่งที่เรายังทำไม่ได้

 

ที่ว่ามานี้ ไม่ได้กำลังบอกว่าช่วงเวลาของการสร้างผลงานมันไร้ความหมาย แล้วให้ความสนใจเฉพาะแต่การเรียนรู้
เพราะช่วงเวลาของการสร้างผลงานคือตัวตัดสินความสำเร็จ
ถ้าเราไปผ่าตัดหัวเข่า เราคงไม่ต้องการให้หมอมานั่งทดลองอะไรที่ยังไม่มีใครเคยทำกับเข่าเราหรอก จริงมั้ย : )

 

 

สาเหตุที่เราไม่พัฒนาเท่าที่ควร เพราะเมื่อเราคิดว่าเราเรียนรู้มากพอแล้วเริ่มไปสร้างผลงาน เรามักหยุดการเรียนรู้และสนใจแต่การสร้างผลงาน

 

อันที่จริงทั้งสองส่วนนี้มีความเกี่ยวข้องกัน สนับสนุนกันอย่างแยกไม่ออก เมื่อถึงเวลาที่เราไปสร้างผลงาน จะเป็นตัวสะท้อนชั้นดีที่ทำให้เรากลับมามองและวางแผนการเรียนรู้ของตนเอง ว่าเราต้องไปพัฒนาอะไรต่อ มีจุดบกพร่องอะไรบ้างที่เราต้องแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในการทำงานครั้งหน้า

 

ในทัวน์คอนเสิร์ตของบียอนเซ่ ตอนขึ้นเวที คือช่วงเวลาของการสร้างผลงาน แต่ทุกๆคืนเมื่อกลับมาจากคอนเสิร์ต สิ่งที่เธอทำคือกลับสู่โหมดการเรียนรู้ เธอเข้าไปดูเทปบันทึการแสดงของเธอที่เพิ่งจบไปหมาดๆ แล้วมองหาสิ่งที่ควรปรับปรุงสำหรับตัวเธอเอง ทีมเต้น ทีมช่างภาพ ซึ่งในเช้าวันต่อมาทุกคนจะได้รับข้อความถึงสิ่งที่ต้องปรับเพื่องานที่ดีขึ้น

 

แล้วทำอย่างไรเราจึงจะพัฒนาได้ จะสามารถเรียนรู้ได้มากขึ้น ?
อันดับแรก ต้องเชื่อว่า เราพัฒนาได้
สอง ต้องมีความต้องการที่จะพัฒนาตนเอง
สาม คือต้องรู้ว่าเราต้องทำอย่างไร จึงจะพัฒนาความสามารถต่างๆเหล่านั้นได้

 

ในการทำงานสต็อกเอง ก็ไม่มีอะไรแตกต่างที่มันจะมีช่วงเวลาที่เราต้องเรียนรู้ และช่วงเวลาที่สร้างผลงาน
สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ เบื้องต้น คือพื้นฐานการถ่ายภาพ การใช้กล้อง อุปกรณ์ที่เรามี การควบคุมกล้อง
การวัดแสง รู้จักแสงต่อเนื่อง แสงวาบ เรื่องสี อารมณ์ภาพ การจัดองค์ประกอบ ฯลฯ

 

ในเวลาที่เราออกไปถ่ายรูป หรือจัดถ่ายงานซักอย่าง จะเห็นได้ชัด
หากเป็นการถ่ายตามใจ เจออะไรก็ถ่าย ก็อาจจะสามารถเรียนรู้ไปด้วย และทำไปด้วยได้
แต่หากเราอยู่ในสถานการณ์ของการจัดถ่าย จ้างแบบ เช่าสถานที่ถ่าย
เราคงไม่ต้องการหมดเวลาไปกับการลองผิดลองถูก

 

การใช้เวลากับส่วนของการเรียนรู้จึงมีความสำคัญที่จะทำให้เมื่อถึงเวลาถ่ายงานจริง
เราจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องมาคอยแก้ปัญหาจุกจิกหยุมหยิม หรือทำให้งานล่ม
เมื่อเราถ่ายภาพมา กลับมาดูงาน วิเคราะห์งาน
ส่งภาพไปขาย ก็จะเป็นเวลาการหาจุดบกพร่องในงานเรา
เพื่อกลับมาเรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อไป

Facebook Comments
Share Button