สายน้าชอบถ่าย Portrait จะขายสต็อกได้อย่างไร?

“ภาพสวยๆ จากนางแบบเนตไอดอลจากประเทศลาว Keota Pornprasert ขออนุญาติใช้ภาพพี่ประกอบบทความของเพจเราเองนะคะ”

 

วันนี้มีเรื่องเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟัง
เพื่อนๆรอบตัวผมเป็นช่างภาพกันเยอะ เป็นช่างภาพกันหลากแขนง หลายสายมาก
ซึ่งโดยส่วนตัวผมกลับเห็นว่ามีช่างภาพกลุ่มนึงที่เป็นสายชอบถ่ายสาวๆ หรือเรียกว่าสาย Portrait นั่นเอง ส่งผลให้ช่างภาพกลุ่มนี้จึงต่อยอดอาชีพด้วยการรับถ่ายงานแต่ง หรือพรีเวดดิ้ง
เริ่มต้นเพื่อนๆและคนรอบตัวกลุ่มนี้ พอได้รู้จักคำว่า “สต็อก โฟโต้” ก็มุ่งมั่นตั้งใจอยากจะเข้ามาร่วมแข่งขันในตลาดนี้บ้าง แต่สิ่งที่แปลกใจคือ ส่วนใหญ่มักจะเลิกไปกลางคัน เพราะเหมือนว่าไม่ชอบ ไม่ใช่แนวทาง หรือปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อให้เหมาะสมกับงานสต็อกไม่ได้

ผมจึงอยากหยิบเรื่องนี้มาพูดให้ฟังในวงกว้างเพราะเข้าใจว่าโดนใจช่างภาพหลายท่าน เผื่อให้ฉุกคิดได้บ้าง และได้ประโยชน์กลับไปบ้างก็น่าจะเป็นผลดีไม่น้อย

ผมอยากแบ่งเป็น 2 ประเด็นที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่ได้ไปต่อในสายสต็อกเกอร์

ประเด็นแรก : คงเป็นคำถามในใจว่า ถ่าย portrait มันขายในงานสต็อกไม่ได้ ถ่ายสาวแม้จะน่ารัก สวยหุ่นดีขนาดไหน มันก็ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ ฉากหลังเบลอกระจาย ยิ่งรูรับแสง(เอฟ)กว้างเท่าไหร่ ยิ่งดีต่อใจมากยิ่งขึ้นเท่านั้น จำนวน Like ในเฟสบุ๊คจากภาพนั้นยิ่งมาก ยิ่งมีความสุขทางใจมากทวีคูณ สาวๆก็ชอบเช่นกัน แต่มันขายไม่ได้ในงานสต็อก หรือไม่คิดว่ามันจะขายได้ ก็เลยไม่ส่งงานแนวที่ตัวเองถนัดเข้าไปในตลาด รวมถึงที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้ขอใบ Model Release จากนางแบบที่เคยถ่ายๆ มาในอดีต

สำหรับผม ผมกลับมองอีกมุมโดยสิ้นเชิงด้วยความเพราะเรามีความเข้าใจในงานสต็อกมากขึ้นเรื่อยๆ จริงอยู่ในความคิดของหลายคน คิดว่างานสต็อกคือการถ่ายสิ่งของสิ่งต่างๆรอบตัว และมองวัตถุเป็น mockup หรือ pack shot เพื่อให้ลูกค้าซื้อภาพไปใช้ในงานสื่อโษณาต่างๆ
แต่อย่าลืมว่าในงานสต็อก ก็นิยมชมชอบภาพที่มีผู้คนมีส่วนประกอบในภาพนั้นๆ เพื่อนำไปใช้งานที่เกี่ยวข้องกับผู้คน สิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่สุดบนโลกใบนี้

เพื่อให้เข้าใจภาพมากยิ่งขึ้น ตอนนี้ผมขอให้ทุกคนเข้าเวบไซด์ www.shutterstock.com
แล้วคีย์ keyword ลงไปด้วยคำค้นหาว่า “People” และกด filter เฉพาะ photo
ณ.ตอนที่ผมกำลังเขียนอยู่ผมเจอภาพจากคีย์เวริด์นี้ ประมาณ 19 ล้านกว่าภาพ
นั่นหมายความว่าเป็นคีย์ที่ใหญ่มากคีย์นึงที่ลูกค้ามีความต้องการนำภาพไปใช้งานมากถึงมากที่สุด
ถ้าหากท่านได้ลองดูภาพตัวอย่างไปสัก 2-3 หน้า
ช่างภาพกลุ่มนี้หลายคนเริ่มเกิดคำถามในใจตอนนี้ว่า ก็นั่นไง มันแนวสต็อกที่กูไม่ชอบถ่ายไง มันไม่ใช่ทาง มันไม่ใช่สายน้า

 

ลองตั้งสติแล้วทำใจให้เย็นลงซักนิดนึง แล้วตามผมมาฟังกันต่อ
ทีนี้เปลี่ยนจากคำว่า people มาพิมพ์คำว่า “Portrait” ดูซิ
ทุกคนจะเห็นว่าจาก 19 ล้านภาพ เหลือ 10 ล้านภาพ สำหรับคีย์เวริด์นี้

ผมอยากให้ทุกคนหยุดที่บันทัดนี้ก่อน แล้วไปนั่งดูภาพโดยที่ filter ให้ภาพเรียงจาก popular ไว้ด้วย และลองเลื่อนดูภาพทั้ง 100 ภาพในหน้าแรก และกด next page ไปเรื่อยๆ ให้ครบซัก 10 หน้า
สิ่งที่ผมเห็นไปพร้อมคุณคือ ภาพ closeup ครึ่งตัวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มของนางแบบและนายแบบ ทั้งในสตูดิโอ การจัดแสงทุกรูปแบบ รวมถึงภาพที่ถ่ายจาก outdoor จากสถานที่ต่างๆ
เอาง่ายๆ แค่นี้ก่อน เห็นมั้ยว่า ทุกคนถ่ายได้ อาจจะทำได้ดีมากกว่าภาพ popular ใน photo id เก่าๆ อีกด้วยซ้ำไป งานสต็อกจากสิ่งที่น้าๆ ถนัดๆ มันไม่ได้ไกลตัวและที่สำคัญมันอยู่หน้า popular มันแสดงให้เห็นว่า มันขายได้

ที่อยากจะเสริมเพิ่มเติมคือ คุณเริ่มเห็นว่ามีการแต่งกาย สถานที่ สร้างเนื้อหาภาพไปที่อาชีพนั้นๆ นั่นหมายความว่าคุณแค่ต้องทำการบ้านเพิ่มเติมนิดหน่อย ว่าต้องการถ่ายขายให้ใคร ให้ลูกค้านำภาพคนไปใช้ในธุรกิจใดๆ รอบตัว หรือกระทั่งคุณอาจจะคิดคอนเสปจัดถ่ายกับกลุ่มเพื่อนคุณอยู่แล้ว

ประยุกต์ง่ายๆ ก็แค่ เจียดเวลามาถ่ายในรูปแบบง่ายๆ เพื่อแยกไว้ทำงานส่งสต็อก แค่นี้คุณก็เพิ่มโอกาสได้รับเงินสกุล USD มาเพิ่มเติมนอกเหนือจากยอด Like บนเฟสบุ๊คแล้ว
ที่สำคัญอีกเรื่องคือการพูดคุยกับนางแบบ/นายแบบ ว่าต้องการให็เซ็นต์ใบ model release เพื่อเป็นหนังสือยินยอมให้นำภาพไปใช้ขาย

ประเด็นแรกคร่าวๆ ก็ยาวเหยียดไปขนาดนี้
เอาล่ะ เราไปต่อที่ประเด็นถัดไป

ประเด็นสอง : รายได้จากค่าจ้างงาน
ช่างภาพมืออาชีพกลุ่มนี้ไม่น้อยที่รับงานถ่าย รับปริญญา รับถ่ายโพรไฟล์สวยๆของเหล่าพริตตี้นางแบบ รวมไปถึงพรีเวดดิ้งและงานแต่งงาน ที่ได้รับค่าจ้างต่องานหลักหมื่นหรือหลักหลายหมื่นตามประสบการณ์และความต้องการของลูกค้า

ถ่ายวันนึงก็ได้รับเงินก้อนหลายหมื่นแล้ว จะไปถ่ายสต็อกเพื่อเงิน 7-8 บาทต่อใบ ทำไม
แต่สำหรับคนที่เริ่มศึกษาสต็อกมามากในระดับนึงก็จะเข้าใจว่า มันต้องสร้างพอรต์ตั้งปีสองปีกว่าจะมีรายได้เทียบเท่าสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ และจะไปย้ายสายทำไมกัน ในเมื่อปัจจุบันก็สร้างรายได้เป็นครั้งๆ ได้เยอะพอใจอยู่แล้ว

ผมถือวิสาสะคิดแทนกลุ่มคนเหล่านี้ไว้แบบนี้ ว่ามีความเป็นไปได้ที่มีความคิดแบบนี้ อาจจะมีนอกเหนือจากนี้ไปบ้างซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกแต่อย่างใด

 

แต่คุณอาจลืมคิดกันไปว่า หรือบางทีก็คิดได้แหล่ะแต่ละเลยไป หรือหาเหตุผลให้ตัวเองด้วยความเชื่อที่ว่า ทำแบบนี้แหล่ะ ดีที่สุดแล้ว
1.คุณถ่ายวันเดียวจริง แต่ก็ใช้เวลาทำ file 1-3 อาทิตย์ สำหรับงานๆ เดียว

2.งานที่รับมันมีเทศกาลการรับงาน เช่นรับปริญญาหรืองานแต่งงาน มันมีช่วงระยะเวลาที่เป็น high season ของมัน นั่นหมายความว่ามันก็มีช่วงงานซบเซาหรือไม่มีงานเป็นเดือนๆก็มี
สะท้อนให้เห็นว่า รายได้ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งแน่นอนหลายท่านที่อยากจะทำสต็อกควบคู่ไปด้วย ใช้เวลาช่วงนี้มาทำสต็อก แล้วพอมีงานเมื่อไหร่ก็กลับไปรับงานเช่นเดิม
แต่ในมุมมองของสต็อกเกอร์เงินล้านฟันธงให้ว่า มันไม่ work สำหรับสต็อกเกอร์

สำหรับช่วง High season ก็เหมือนว่าจะกอบโกยรายได้ แต่หลายเทศกาลมันก็มีงานเข้ามาพร้อมกันจนอาจต้องทุ่มพลังร่างกายไป จนบางครั้งอาจถึงขั้นป่วย หรือไม่สามารถใช้ชีวิตแบบ balance ชีวิตได้เหมือนช่วงเวลาปกติ

3.เคยมั้ยที่ต้องตอบคำถามมากมายแต่ลูกค้าไม่ซื้อ
เคยมั้ยที่ตกลงราคาค่าจ้างกันแล้วและจองวันเรียบร้อย ปรากฏใกล้ถึงวันทำงาน โดนลูกค้าเท
เคยมั้ยที่ส่งงานเรียบร้อยตามสัญญาปากแล้วไม่ได้รับเงินค่าจ้างแล้วต้องทวงจนท้อแท้ไปซะเอง
นี่เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่จะต้องพบเจอเมื่อต้องรับงานและเจรจาตรงกับลูกค้าเองโดยตรง เสียทั้งเวลาและความรู้สึก

4.หากคุณไม่มีแรงทำงาน ป่วยหรือไปเที่ยว ทำให้คุณไม่ได้รับงาน รายได้เท่ากับศูนย์
หรือบางครั้งคุณวางแผนไปเที่ยว พักผ่อนกับเพื่อน กับแฟนกับครอบครัวไว้แล้ว แต่ดันมีงานเข้ามาในช่วงกระทันหัน อาจทำให้คุณต้องตัดสินใจทิ้งการเที่ยว เพื่อรับงานและหาเงินก่อน

ปัจจัยบางส่วนในสี่ห้าข้อนี้ ที่บางทีอาจจะไม่ได้นึกถึงหรือยอมรับเงื่อนไขนี้ไว้แล้ว ก็เลยยังทำให้มีเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่ 2 ที่ผมกล่าวไว้

พอรวมสองประเด็นเอาไว้ด้วยกัน ก็จะเห็นภาพมากขึ้นว่าทำไมช่างภาพกลุ่มรับงานนี้ไม่สามารถเอาจริงเอาจังและเติบโตได้มากพอในช่างภาพสายสต็อกเกอร์

ความคิดเห็นส่วนตัว ผมว่ามันแล้วแต่ความคิดของแต่ละคนว่าจะเลือกเส้นทางสายไหน เพราะตัวเองย่อมรู้ตัวเองว่าทำงานแบบไหนสายไหนแล้วมันใช่สำหรับตัวเอง โดยที่ผมไม่ไปสามารถป้ายยา หรือพูดจากรอกหูให้เค้าเชื่อหรือมาทำในสิ่งที่เราอยากให้ทำได้เลย

สิ่งที่ผมคิดคือสไตล์การทำงานของผม สามารถอยู่ในสายสต็อกเกอร์ได้ โดยที่อดทนในช่วงเริ่มแรก 1-2 ปีเพื่อสร้างพอร์ต แต่พอติดลมบนแล้วรายได้เราค่อนข้างสม่ำเสมอและเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ ตามความสามารถของเรา ทำให้เรามีอิสระในเวลาชีวิตของเรา ที่จะสามารถทำอะไรได้หลากหลาย รวมไปถึงไปท่องเที่ยวพักผ่อน ก็ยังมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ

ผมเรียกอาชีพที่ผมทำอยู่ว่า “ActSive Income” คือมันเป็นการผสมผสานระหว่างคำว่า Active กับ Passive คือต้องทำอยู่อย่างสม่ำเสมอด้วยแต่หยุดก็ยังมีรายได้
คือผมเลือกมองเหนื่อยช่วงแรก แต่ระยะยาวผมสบายและยืดหยุ่นได้มากกว่า

กลับกันกลุ่มคนที่เลือกรับรายได้เป็นก้อนๆ ระยะยาวคุณก็จะต้องเหนื่อยไปเรื่อยๆ หยุดก็ไม่ได้เด็ดขาด นี่คืองานลักษณะ Active Income ชัดเจน

นอกจากนี้เรายังเห็นช่างภาพอีกหลายสายตามเพจเซ็กซี่ชื่อดัง ยกตัวอย่างเช่นแนวชุดชั้นใน นุ่งน้อยห่มน้อย บิกินี่ หรือดาร์คหน่อยก็สายนู๊ดเลย
ลองย้อนขึ้นไปอ่านซ้ำอีกรอบแล้วลองคิดว่าเราจะหาคีย์เวริด์อะไรมาใว้เพื่อดูแนวทางและตอบตัวเองว่าประยุกต์ถ่ายเพื่อขายได้เช่นเดียวกัน
เน้นย้ำให้เหมือนเดิมคือเพิ่มเนื้อหา สร้างเรื่องราวเพิ่มขึ้นไป ไม่แน่นะข้อดีอีกข้อเมื่อนางแบบของเราถูกลูกค้าซื้อภาพเราไปใช้งานตามสื่อ ตามเฟสเพจต่างๆ ก็จะยิ่งดีต่อใจทวีคูณมากไปเรื่อยๆ หรืองานของนางแบบเหล่านั้นจะเยอะขึ้นตามไปด้วยซ้ำ ได้ทั้งขึ้นทั้งล่องจริงๆ นะ เหตุการณ์แบบนี้คุณจะเห็นตามหน้า news feed ทุกวันมากขึ้นเรื่อยๆ
จริงมั้ย ถามใจตัวเองดู

โอกาสหน้าจะเอาเรื่องช่างภาพสายอื่นๆ มาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนะครั
ทั้งหมดคือความคิดเห็นส่วนตัวและประสบการณ์ของผมเองที่อยู่ในแวดวงการถ่ายภาพมาสิบกว่าปีและสต็อกเกอร์สี่ปีกว่า ซึ่งยอมรับความแตกต่างทางความคิดและประสบการณ์ครับ

#เรื่องของStocker #pixstockphoto #ถ่ายportraitขายได้มั้ย #สายน้าถ่ายขาย

เขียนโดย : ธนาณิตย์ สันติวิริยนนท์

Facebook Comments
Share Button