อิทธิพลของความเชื่อ…ส่งผลต่องานสต็อกอย่างไร?

ขอบคุณนะคะที่ให้โอกาส…คุณคิดว่าโอกาสมาจากไหน

โอกาสมาจากการรอให้มันวิ่งมาหาเรา

หรือเราต้องไปวิ่งไล่คว้าโอกาส

หรือโอกาสมันมาจากตัวเราเองที่ทำเพื่อให้มันเกิดขึ้นได้เอง…

ก่อนมันจะถึงวันนั้น วันที่เห็นผลลัพธ์ ต้องเริ่มจากตัวเองก่อนว่าเรามีความเชื่ออย่างไร

ย้อนไปสมัยทำสต็อกแรกๆ คุณเคยมีความเชื่อว่า จะซุ่มถ่ายภาพอะไร ส่งภาพอะไรขาย จะทำมันเงียบๆ ไม่บอกคนอื่น ไม่บอกเพื่อนบอกฝูง เพราะคุณมีความเชื่อว่า คุณจะโดนเพื่อนลอกงาน ถ่ายอะไรก็จะไปถ่ายตามๆ กัน แย่งตลาดทำให้เราขายได้น้อยลง กรณีนี้ไม่นับรวมสต็อกเกอร์หน้าใหม่สายขี้โม้ ขี้อวด เร่งรีบที่จะอยากแชร์ประสบการณ์ดีดีออกไปในเวลาอันยังไม่สมควรแก่เวลานะครับ เราจะเห็นได้อยู่เรื่อยๆ วนไปคนแล้ว คนเล่า หากคุณอยู่ในวงการนานมากพอ

หลายคนอาจจะถูกเพื่อนๆ ลอกงานตามติดชีวิตยิ่งกว่ารายการ reality อีก ถึงขั้นถ้าคนอื่นเห็นงานและเปรียบเทียบสองพอร์ตนี้ อาจจะเรียกได้กว่า “พอร์ตแฝด” ก็ว่าได้

 

แต่พอคุณคนเดิมทำสต็อกมากขึ้น ผ่านไปอีก 2-3 ปีความเชื่อคุณเริ่มเปลี่ยนไป ถึงตอนนี้คุณอาจจะอยากเริ่มโชว์พอร์ตบ้างละ อ้าว!!!ทำไมล่ะ จากคนที่หวงพอร์ต ไม่โชว์รูป กลับกลายมาเปิดหน้าตักหมดเลอ ก็เพราะว่า ความเชื่อ ของคุณได้เปลี่ยนไป ความเชื่อในตอนนี้ของคุณคือ ภาพคุณติดป๊อปไปละ คุณเริ่มอยากให้มีคนมาตามลอกคุณบ้างเพราะเชื่อว่าจะเป็นการมาช่วยดันภาพเราให้ป๊อปมากขึ้นและขายดียิ่งขึ้นไป

 

แล้วใครจะบอกได้ว่า ความเชื่อไหนผิดหรือถูก หรือว่าดีกว่ากัน…

ทีนี้เราพูดถึงความเชื่อเรื่อง “การโชว์พอร์ตทำให้ขายดีขึ้น” แต่การแสดงออกของแต่ละคนจะเป็นแบบใด อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับนิสัยส่วนบุคคลแล้ว

บางคนโชว์พอร์ต อวดงานเฉพาะหน้าเฟสของตัวเองเท่านั้น เพราะได้อวดงานไปในตัวให้เฉพาะเพื่อนๆ เห็น หรือเพื่อนของเพื่อนเท่านั้น

บางคนก็รัวโชว์ในกลุ่มสต็อกต่างๆ บ้างก็โชว์พร้อมให้รายละเอียดเพื่อต้องการสื่อความใด ๆ

หรือบ้างก็สายโชว์โดยไม่ให้แง่คิด หรือเกร็ดความรู้ใดๆ เลยก็มีอีกเช่นกัน

โดยไม่สนใจเลยว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร จะอยากเห็นหรือไม่ หรืออยากจะกดตามไปดูหรือไม่ รู้แค่ตัวเราว่าอยากทำ อยากโชว์ เผื่อว่าจะได้ยอดคนดูมากขึ้น ส่งผลให้ยอดโหลดมากขึ้น อันนี้ก็แล้วแต่จิตใต้สำนึกของแต่ละคน แต่เชื่อเหอะคนอื่นเค้าดูเป็นว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่และมีวัตถุประสงค์อย่างใด

 

ดังนั้นเราเห็นคนออกมาบ่นบ่อยๆ เรื่อยๆ เรื่องถูกลอกภาพ ถูกลอกคีย์เวิร์ด และถูกลอกไตเติ้ล ถ้าเป็นคุณ คุณมีความเชื่อแบบใดในสองกรณีข้างต้นล่ะ

หนึ่งคือวิตกจริต หงุดหงิด และบางรายถึงขั้นตามล่าจองล้างจองผลาญอีตัวมักง่ายขี้ลอก แซะกันไปมาไม่จบสิ้น

สองคือนั่งยิ้มไป รอรับส่วนแบ่งตลาดและช่วยดันภาพให้ขายมากขึ้น

มันก็มาจากความเชื่อของเรา เช่นกัน

ผมเคยเขียนเรื่อง การแบ่งแยกเซตในการส่งงาน เป็นบทความแรกในการเปิดตัวเพจ pixstockphoto ==>https://goo.gl/Jc2sLM
มันก็เกิดจากความเชื่อส่วนตัวผมอีกเช่นกัน และการหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดว่า กระจายงานส่งเพื่อให้งานหลากหลายในหนึ่งเซตของการส่งงาน และกระจายโอกาสให้ลูกค้าเห็นงานทุกวัน เพราะเราไม่รู้ว่าลูกค้าจะมาซื้อภาพวันไหน รวมถึงเป็นความเชื่อที่ว่าช่วยดัน ช่วยกระตุ้นให้งานติดป๊อปมากกว่า การส่งงานชุดเดียวกันทีเดียวกัน
แต่หากความคิดผมเปลี่ยนไปเป็นคิดว่าส่งงานชุดเดียวกันในคราวเดียวกันเป็นแผง เวลาลูกค้าเข้ามาดูจะได้เห็นงานเราเป็นชุด และอาจจะซื้อยกชุดในคราวเดียวกันเลย นี่ก็เป็นเพราะเราเชื่อแบบนั้น
ความเชื่อส่วนตัวสำคัญตรงไหน มันสำคัญตรงที่พอเราเชื่อแล้วว่าสิ่งที่จะทำมันดี มันถูกต้อง กระบวนการความคิดเราก็จะหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาเพื่อสนับสนุนความเชื่อเรา ให้ทำลงไปโดยไม่มีอะไรมาขัดแย้งได้

พอมาถึงยุคสมัยนี้ความเชื่อใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นมาอีก ( นี่ความเชื่อ หรือเทรนด์เนี่ย มีตามยุคตามสมัยด้วย ) ตอนนี้มีความเชื่อว่าจะถ่ายคนแล้วขายดี ถ่ายเป็นกลุ่ม ถ่ายเป็นคอนเซ็ปต์ นักธุรกิจ วิศวกร แพทย์ สปา วนกันไป พอมีคนอยากถ่ายมากขึ้น ก็เริ่มมีคนจัด stock photo trip มากขึ้นตามไปด้วย

มันก็เริ่มจากความเชื่อ

ยิ่งพอภาพจากทริปนั้นๆ ขาย 1st time ได้ ก็ยิ่งทวีความเชื่อเพิ่มเติมกันไปว่าออกทริปแล้วดี ออกทริปแล้วขายได้ จนบางทีก็อาจจะลืมๆ คิดไปว่าเหตุผลจริงๆ ของการไปออกทริปถ่ายคืออะไรกันแน่ ปัจจัยอะไรทำให้ขายภาพได้

อยากฝากเรื่อง Stock Conceptual Shooting ที่แอ่ดแอ้นเคยเขียนเอาไว้ ==> https://goo.gl/PQYzug

 

การที่ผมกล้าตัดสินใจออกจากงานประจำมาทำสต็อกเต็มตัวอย่างที่เคยเล่าๆ ให้ฟังอยู่หลายๆครั้งใน ทุกโอกาส มันก็มีความเชื่อส่วนตัวในใจเองว่า “เราสามารถทำได้” ในเมื่อเราเชื่อ เราก็จะหาทุกเหตุผลรอบข้างมาเพิ่มปริมาณการตัดสินใจให้หนักแน่นมากขึ้นและก็ทำมันลงไปให้ดีที่สุด

 

พอมาถึงวันนี้ผมก็มีความเชื่อต่ออีกว่าต้องการทำเพจดีดีและแบ่งปันความรู้ดีดีออกไป เพราะอยากขีดเส้นทางให้หลายๆคน ได้เดินตามทางที่ถูกต้องได้มาตรฐาน ไม่หลงทาง ไม่หลงกลภาพมายา และที่สำคัญอยากให้อาชีพนี้อยู่กับเราไปอีกนานแสนนานเท่าที่เทคโนโลยีของโลกยังคงก้าวไปแบบไม่ก้าวกระโดดมากนัก

ตัวอย่างต่อไปนี้ยิ่งจะเห็นภาพชัดมากยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับอานุภาพของความเชื่อ ในระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานี้ หลายคนอาจะเห็น Hash Tag #กฏแรงดึงดูดอธิบายภาพประกอบ อวดราคาซิงเกิ้ล ซึ่งเรื่องนี้มันเริ่มจากเพื่อนกลุ่มสต็อกเกอร์ของผมอีกกลุ่มนึงที่มีความเชื่อส่วนตัวกันเองอยู่แล้วว่า เมื่อเราคิดสิ่งดีดี สิ่งดีดีจะวิ่งเข้ามาหาเรา โดยเฉพาะผมเองเชื่อว่าก่อนนอนผมจะคิดเรื่องซิงเพื่อให้นอนฝันว่าได้ซิง แล้วตื่นมาหลายครั้ง เช็คยอดเงินก็พบว่าได้ซิงจริงๆ จึงปฏิบัติแบบนี้มาโดยตลอด จนพี่โอ๋ @nirut ได้โพสภาพซิงพร้อม #กฏแรงดึงดูด ขึ้นมาครั้งแรกและแท็คเพื่อนในกลุ่ม เพื่อแบ่งปันสิ่งดีดีออกไป

ทีนี้พอทำกันไปมากขึ้น อานุภาพของโซเชี่ยลก็ยิ่งทวีคูณแผ่ขยายไปเรื่อยๆ จึงเล่นกันไปตามๆ กันซึ่งผมเองมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ไม่มีผลเสียหายอะไร ถ้าหากคุณไม่เป็นคนคิดลบ จิตตกว่าทำไมไม่ได้บ้าง และอิจฉาคนอื่นๆ อันนี้ก็ช่วยไม่ได้ นอกจากปรับกระบวนการความคิดคุณเองเท่านั้น

อ่านจบบทความนี้ ขอให้เชื่อ เชื่อว่าจะได้ซิง แล้วคุณจะได้รับมัน 555 ( The Secret )

 

ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าให้ฟังกัน แค่อยากจะให้หยุดพักกลางทางและนั่งทบทวนนั่งคุยกับตัวเองนิดนึงว่า การเดินทางของเราในเส้นทางสต็อกโฟโต้ได้ยึดแนวความเชื่อแบบใด ซึ่งแน่นอนมันไม่มีผิดหรือถูก เพราะทุกเรื่องในโลกนี้มีสองด้านเสมอ ไม่มีความเชื่อใดที่ถูกต้องสุดโต่ง และผิดมหันต์สุดๆ

 

ความเชื่อเรานี่แหล่ะเป็นตัวสร้างโอกาสให้ตัวเราเอง ว่าเราพร้อมจะรับโอกาสหรือไม่…

 

คุณคิดว่าโอกาสมาจากไหน….

 

#เรื่องของStocker #pixstockphoto #ความเชื่อ #Believe #โอกาส #opportunity

 

เขียนโดย : ธนาณิตย์ สันติวิริยนนท์

Facebook Comments
Share Button